5 เว็บไซต์หางานยอดนิยม มองหางานอยู่เชิญทางนี้

ด้วยระบบต่างๆ และเทคโนโลยีในยุคสมัยนี้ ที่ก้าวไปไกลกว่าสมัยก่อนอย่างมากมายแล้ว การกระทำในหลายๆ อย่างจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาการทำงานแบบ manual โดยใช้คนทำงานอีกแล้ว และคนเองก็อาจไม่ต้องใช้เวลามากมายในการกระทำการหรือกระทำกิจธุระใดๆ ดังเดิมแล้ว ดังเช่นการประกาศรับสมัครงานขของนายจ้าง การยื่นใบสมัครเข้าทำงานของผู้ที่สนใจ

หรือแม้กระทั่งการแจ้งผลการสมัครงานอีกด้วย ซึ่งในยุคสมัยนี้ การรับสมัครงานโดยมากแล้วล้วนกระทำการผ่านทางออนไลน์ผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตแทบทั้งสิ้น อันนำมาซึ่งความสะดวกสบาย และไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรหลายๆ อย่างด้วย เช่น น้ำมันรถที่ต้องใช้ในการเดินทางไปสมัครหรือสัมภาษณ์งาน หรือเอกสารที่ต้องยื่นประกอบในการสมัครงานเบื้องต้น เป็นต้น

โดยทั้งนี้ทั้งนั้นแล้ว การสมัครงานผ่านระบบอินเตอร์เน็ตในปัจจุบันนั้น มีเว็บไซต์มากมายหลากหลายที่ทำหน้าที่เป็นคนกลาง ประกาศรับสมัครงานจากบริษัทหรือร้านค้ามากมายให้หลายๆ ท่านได้เข้าไปยื่นใบสมัครกัน โดยในวันนี้เราจะยกมาพูดถึงกัน 5 เว็บไซต์ที่เป็นที่นิยมในหมู่คนหางานเหล่านี้กันค่ะ

1. CareerLink

เว็บไชต์รับสมัครงาน “CareerLink ประเทศไทย”นี้ สามารถบอกได้เลยว่าเป็นเว็บไซต์ที่ลงประกาศงานของบริษัทหรือธุรกิจชั้นนำอย่างมากมาย ส่วนใหญ่แล้วเป็นงานประจำ ไม่มีงานพาร์ทไทม์ ประกาศงานสำหรับผู้สมัครในทุกจังหวัด ผู้สมัครสามารถลงชื่อเข้าสู่ระบบเพื่อสร้างเรซูเม่สำหรับเว็บไซต์นี้โดยเฉพาะด้วย อัพเดตตำแหน่งงานว่างทุกวัน

2. Jobsbd

เว็บไซต์หางานเว็บไซต์นี้ก็เป็นที่นิยมอย่างมากเช่นกัน ดังเห็นได้จากการแนะนำกันเป็นทอดๆ ตามกระทู้พันทิพ หรือในหมู่เพื่อนฝูงก็ด้วย ประกาศงานสำหรับผู้สมัครในทุกจังหวัด ผู้สมัครสามารถลงชื่อเข้าสู่ระบบเพื่อสร้างเรซูเม่สำหรับเว็บไซต์นี้โดยเฉพาะ และอัพเดตตำแหน่งงานว่างทุกวันด้วยเช่นกัน

3. Jobth

สำหรับเว็บไซต์รับสมัครงานเว็บนี้นั้น ส่วนใหญ่เน้นงานในพื้นที่ภาคกลาง ผู้สมัครสามารถลงชื่อเข้าสู่ระบบเพื่อสร้างเรซูเม่สำหรับเว็บไซต์นี้โดยเฉพาะ และอัพเดตตำแหน่งงานว่างทุกวันด้วย

4. Jobbkk

มีลักษณะเช่นเดียวกับ เว็บไซต์ Jobth ที่เน้นงานในพื้นที่ภาคกลางซะส่วนใหญ่ และผู้สมัครสามารถลงชื่อเข้าสู่ระบบเพื่อสร้างเรซูเม่สำหรับเว็บไซต์นี้โดยเฉพาะ และอัพเดตตำแหน่งงานว่างทุกวันได้เช่นเดียวกับเว็บไซต์อื่นๆ ข้างต้น

5. Jobthai

มีลักษณะเช่นเดียวกับ เว็บไซต์ Jobth และเว็บไซต์ Jobbkk
อย่างไรก็ตาม การสมัครงานออนไลน์ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต หรือการยื่นใบสมัครงานด้วยตนเองนั้น ต่างก็มีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกันไป เช่น บางบริษัทอาจให้ความสนใจในผู้สมัครที่ยื่นใบสมัครด้วยตัวเอง เนื่องจากต้องการบุคลิก หรือท่าทางของผู้สมัครได้ โดยส่วนมากมักเป็นงานบริการี่ต้องพบปะผู้คน หรือบางบริษัทก็อาจต้องการความสะดวก รวดเร็ว และทันเทคโนโลยี จึงชอบในการรับสมัครผ่านทางออนไลน์มากกว่าก็ได้เช่นกัน

หลักการกิน 10 ประการเพื่อชะลอความแก่

อายุอาจจะเป็นแค่เรื่องตัวเลขก็จริง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่อยากมีใบหน้าอ่อนกว่าวัยจริงมั้ยค่ะ หลายคนก็เลยเลือกพึ่งศัลยกรรม ดึงหน้า ฉีดโบท็อกซ์เพื่อหยุดอายุผิวพรรณไว้ที่เลขต่ำสุดเท่าที่จะทำได้ แต่เอ๊ะ !

การจะทำให้ดูอ่อนกว่าวัยต้องลงทุนขนาดนั้นเลยเหรอ หรือแค่ดูแลสุขภาพร่างกาย และสุขภาพจิตก็พอแล้ว วันนี้เราจะรีบประทาานอาหารเพื่อการชะลอวัยมานำเสนอ 10 วิธีการง่ายๆ ที่ทำให้คุณเลือกรับประทานอาหารอย่างฉลาด เพื่อรักษาความเยาว์วัยเอาไว้กับตัวกันค่ะ ว่าแล้วก็มาหาคำตอบกันเลย

  1. รับประทานคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการแปรรูปหรือขัดสีน้อยที่สุด เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ถั่ว ขนมปังโฮลสวี เมล็ดพืช ธัญพืช เป็นต้น
  2. รับประทานโปรตีนให้เหมาะสม เช่น โปรตีนจากเมล็ดพืช โปรตีนจากถั่ว มันฝรั่ง นมพร่องมันเนย และอาหารทะเล เช่น ปลาทะเล
  3. รับประทานไขมันจากพืชและหลีกเลี่ยงการรับประทานไขมันสัตว์ เช่น เนย ครีม มายองเนส
  4. วิตามินจากธรรมชาติย่อมดีกว่าวิตามินสังเคราะห์เสมอ ดังนั้น ควรรับประทานผักสดผลไม้สด และเนื้อสัตว์ที่ไม่ผ่านการถนอมอาหาร เพื่อรับวิตามินจากธรรมชาติ ยิ่งถ้าร่างกายอยู่ในสภาวะที่เครียดมาก ยิ่งควรจะรับวิตามินและเกลือแร่เข้าไปทดแทน
  5. รับประทานผักและผลไม้สดทุกวัน อาหารในแต่ละวันควรมีผักและผลไม้สด และควรจะรับประทานธัญพืชเพิ่มด้วย โดยเฉพาะในหมู่นักกีฬาหรือผู้ที่ทำงานหนัก รู้มั้ย ร้อยละ 70 ของนักกีฬาระดับโลกมักจะบำรุงร่างกายด้วยผักและธัญพืช
  6. หลีกเลี่ยงอาหารปรุงแต่ง เช่น อาหารที่หวานจัด อาหารสำเร็จรูป อาหารที่มีสารเคมีเป็นส่วนผสม ผงชูรส ผงฟู ซึ่งมีโทษต่อร่างกาย
  7. ดื่มน้ำสะอาดวันละ 8 แก้วเป็นอย่างน้อย ในช่วงเช้าควรดื่ม 3 – 4 แก้ว งดเครื่องดื่มคาเฟอีน แอลกอฮอล์ น้ำอัดลม และเครื่องดื่มเกลือแร่
  8. รับประทานอาหารแต่ละมื้อแค่พออิ่ม อย่าให้แน่นท้องจนเกินไป มื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดและไม่ควรหลีกเลี่ยง
  9. รับประทานอาหารตามฤดูกาล หลีกเลี่ยงอาหารกระป๋อง อาหารหมักดอง อาหารที่ผ่านการถนอมอาหารมาแล้ว หรืออาหารที่ถูกเก็บไว้นานๆ
  10. สังเกตพฤติกรรมการใช้ชีวิตของตนเอง ควบคู่ไปกับการรับประทาน เช่น หากนั่งทำงานในออฟฟิศตลอดเวลา ควรรับประทานแป้งหรืออาหารที่ให้พลังงานสูงแต่น้อย หากใช้ชีวิตอยู่กลางแจ้งเป็นส่วนใหญ่ก็ควรรับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูง เช่น แป้งและเนื้อหา ให้มากกว่าปกตินั่นเอง

นอกจากวิธีการที่ได้แนะนำเหล่านี้แล้ว ก็ควรทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย และการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอด้วยน่ะค่ะ ซึ่งถ้าหากคุณทำได้ครบตามนี้แล้วล่ะก็ รับรองว่าจะได้เป็นหนุ่มเป็นสาวสองพันปี ให้หลายๆคนได้อิจฉาแน่นอนจ้า

อินเดีย มหาอำนาจใหม่ เป็นไปได้หรือไม่?

ในระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในปัจจุบัน ประเทศอินเดีย ถือได้ว่าเป็นประเทศหนึ่งที่หลาย ๆ ประเทศ รวมทั้งประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา และจีน ก็ให้ความสนใจและจับตามองบทบาทของอินเดียในเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งในมิติทางด้านเศรษฐกิจ มิติด้านความมั่นคง และวิทยาการทางด้านเทคโนโลยี โดยอินเดียเองก็มีความพยายามในการพัฒนาตนเองในด้านต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อให้ตนเองนั้นมีความทัดเทียมกับประเทศอื่น ๆ

ปัจจุบันเศรษฐกิจของอินเดีย ถือได้ว่าเป็นระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลก ซึ่งเมื่อวัดตามผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product หรือ GDP) เป็นอันดับที่ 7 ของโลก (ข้อมูล ณ ปี 2015) ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจของอินเดียมีความเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง ได้แก่

  • การมีประชากรมากเป็นลำดับที่ 2 ของโลก (มีจำนวนประชากร 1.2 พันล้านคน) ทำให้มีจำนวนแรงงานที่เยอะมาก
  • ผลมาจากการเคยตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ส่งผลให้มีข้อได้เปรียบทางด้านภาษาอังกฤษ, มีการเปิดเสรีการค้า, การได้รับอิทธิพลของประชาธิปไตย และการได้รับการถ่ายทอดวิธีการทางด้านวิทยาการและเทคโนโลยีจากอังกฤษ ทำให้อินเดียมีความเจริญก้าวหน้าในด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ
  • นอกจากนี้ อินเดียเป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศว่า “เป็นมหาอำนาจใหม่” เนื่องจากปัจจัยหลัก ๆ สองประการด้วยกัน ได้แก่

1. การพัฒนาตนเองอย่างรวดเร็ว

ปัจจัยในการพัฒนาของตัวเองในด้านต่างๆ ทั้ง เทคโนโลยี เศรษฐกิจ ทางการทหาร ให้ทัดเทียมกับชาติอื่น ๆ จึงเกิดความยำเกรงในอำนาจของอินเดีย เพราะหากชาติใดโดยเฉพาะในเอเชียนั้นเกิดความขัดแย้งกับอินเดียก็จะส่งผลต่อความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น

2. การเข้าร่วมกลุ่ม BRICs

ตามสภาพความเป็นจริงนั้น อินเดียยังคงเป็นมหาอำนาจที่เด่นชัดเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย เพราะหลาย ๆ ประเทศในเอเชียพึ่งพาตลาดขนาดใหญ่ของอินเดียในการแลกเปลี่ยนสินค้าทั้งนำเข้าและส่งออก แต่หากจะกล่าวว่า “อินเดียเป็นมหาอำนาจใหม่” ของโลกด้วยนั้น ยังไม่สามารถบ่งบอกได้อย่างชัดเจน เพราะอินเดียยังไม่มีความสามารถและศักยภาพมากพอที่จะพาตัวเองไปสู่การเป็นมหาอำนาจได้อย่างเต็มตัวด้วยตนเอง

อินเดียจึงต้องพึ่งพาประเทศมหาอำนาจในกลุ่ม BRICs โดยเฉพาะจีนที่มีอิทธิพลและความสำคัญในการทำให้กลุ่มประเทศ BRICs นั้นมีความเจริญเติบโตหรือชะลอทางด้านเศรษฐกิจได้อย่างมาก ด้วยเหตุนี้จึงทำให้การก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจของอินเดียในภูมิภาคอื่น ๆ นั้นยังคงต้องพึ่งพาความสามารถและศักยภาพของประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ อย่าง BRICs ร่วมด้วย

ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า หากพิจารณาถึงความสามารถและศักยภาพของอินเดียแล้วนั้น จะเห็นได้ว่าอินเดียเป็นยังเป็นเพียงมหาอำนาจในระดับภูมิภาคเท่านั้น และยังไม่สามารถก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจของโลกได้ด้วยตนเอง เพราะความสามารถในการครอบงำชาติอื่นของอินเดียในมิติต่าง ๆ นั้นยังมีอิทธิพลไม่เพียงพอเมื่อเทียบเท่ากับมหาอำนาจดั้งเดิม

รู้ทันเสต็มเซลล์

ปัจจุบัน เราอยู่ในยุคที่เทคโนโลยี และเครื่องมือทางการแพทย์มีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ซึ่งหนึ่งในวิวัฒนาการความก้าวหน้าทางการแพทย์ ทำให้เรื่องของการรักษาโรคด้วยสเต็มเซลล์ (Stem Cell) เป็นเรื่องที่ผู้คนจำนวนมากต่างก็ให้ความสนใจ

สเต็มเซลล์ (Stem Cell) คือ เซลล์ต้นกำเนิดเป็นเซลล์ที่มีหน้าที่ในการสร้างเซลล์ใหม่ เป็นเซลล์ที่มีคุณสมบัติสามารถแบ่งตัวเพิ่มจำนวนได้ และพัฒนาไปเป็นเซลล์ต่างๆ ในร่างกายได้ เช่น เซลล์เนื้อเยื่อ อวัยวะ และระบบต่างๆ ในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น สมอง หัวใจ ตับ และผิวหนัง เป็นต้น อีกทั้งสเต็มเซลล์ยังไม่มีหน้าที่เฉพาะเจาะจงว่าจะกลายเป็นเซลล์อะไร แต่สามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่เฉพาะเจาะจงได้ ซึ่งตรงนี้ส่งผลทำให้สเต็มเซลล์ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

การเก็บสเต็มเซลล์มีความสำคัญ เนื่องจาก หากเราเจ็บป่วยเราสามารถนำสเต็มเซลล์ที่เก็บไว้มาใช้เพื่อรักษาตนเองได้ โดยสเต็มเซลล์พบได้จากเลือดในรก และสายสะดือ กระแสเลือด และไขกระดูก ซึ่งมีความสำคัญต่อการสร้างระบบเลือด รวมถึงระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายนั่นเอง โดยการเก็บสเต็มเซลล์ได้มาดังนี้

1. สเต็มเซลล์จากเลือดในรก และสายสะดือ

เป็นการการเก็บเลือดจากรก และสายสะดือ ของทารกหลังจากคลอดออกมาน โดยเก็บจากสายสะดือที่ถูกหนีบ และตัดแยกออกจากตัวทารกแล้ว ดังนั้น จึงไม่เป็นอันตรายต่อทั้งทารกและมารดา

2. สเต็มเซลล์จากกระแสโลหิต

เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือด โดยปกติสเต็มเซลล์จะมีจำนวนน้อยมากแต่ก็สามารถเพิ่มจำนวนขึ้นได้อย่างมหาศาล ถ้าได้รับการกระตุ้นจากสารไซโตไคน์ (Cytokines) หรือตัวกระตุ้นการทำงานของไขกระดูก วิธีการเก็บสเต็มเซลล์จากระแสโลหิตนั้น จะต้องมีการทำการตรวจสุขภาพ หลังจากนั้นแพทย์จึงจะฉีดยากระตุ้น เป็นระยะเวลาประมาณ 5 วัน เพื่อให้มีการผลิตสเต็มเซลล์ออกมาอยู่ในกระแสเลือด หลังจากนั้นจึงจะทำการเก็บสเต็มเซลล์

สเต็มเซลล์ อย่ในขั้นตอานการศึกษาวิจัยว่ามีประโยชน์ ในการนำไปใช้รักษาโรคร้ายแรงต่าง ๆ ซึ่งในปัจจุบันพบว่าสามารถรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับเลือดได้มากกว่า 85 ชนิด ทั้งที่เป็นโรคทางพันธุกรรม และโรคร้ายแรงที่เป็นอันตรายถึงชีวิต เช่น ภูมิคุ้มกันบกพร่องตั้งแต่กำเนิด, ระบบเมตาบอลิกบกพร่องตั้งแต่กำเนิด, การสร้างฮีโมโกลบินผิดปกติ, กลุ่มโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว/ไขกระดูก, เนื้องอกชนิดก้อนแข็ง, เนื้องอกชนิดก้อนแข็งที่พบในเด็ก เป็นต้น

แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน การรักษาด้วยสเต็มเซลล์ที่มีการยอมรับว่าสามารถใช้รักษาได้ มีเพียงโรคที่เกิดจากความผิดปกติในระบบเลือดเท่านั้น อาทิเช่น โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือลูคีเมีย โรคโลหิตจางหรือทาลัสซีเมีย

อย่างไรก็ตามการเก็บสเต็มเซลล์ก็ถือได้ว่ามีประโยชน์ เนื่องจากปัจจุบันบุคลากรทางการแพทย์ก็ได้ทำการศึกษาวิจัย เกี่ยวกับการนำสเต็มเซลล์มาใช้รักษาโรค ไม่แน่ว่าการศึกษาวิจัย และการพัฒนาเทคโนโลยีอาจช่วยให้ในอนาคตสามารถนำสเต็มเซลล์มาใช้รักษาโรคได้หลากหลายมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

ภาษาที่ 3 สำคัญไฉน?

นอกจากภาษาไทยที่เราใช้กันเป็นภาษาแม่ และภาษาอังกฤษที่ใช้เป็นภาษาที่เป็นตัวกลางในการสื่อสารกับชาวต่างชาติแล้ว รู้หรือไม่ว่า ในปัจจุบัน ภาษาที่ 3 ก็มีความสำคัญมากไม่แพ้กัน?

รักเรียนภาษาในปัจจุบัน ประเทศต่าง ๆ มีการพัฒนาและเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชียเอง ไม่ว่าจะเป็น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี หรือแม้กระทั่งประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียนของเรา อีกทั้งหลาย ๆ ประเทศที่มีความเจริญเติบโตและการพัฒนาอย่างเร็ว ต่างก็มาลงทุนเปิดบริษัทต่าง ๆ ในประเทศ และบางบริษัทก็ต้องการรับพนักงานคนไทยเข้าทำงาน เพื่อเป็นตัวกลางประสานงานต่าง ๆ ระหว่างบริษัทกับหน่วยงานต่าง ๆ ของประเทศไทย

แต่ทว่า หลาย ๆ บริษัท พนักงานที่เป็นคนจีน ญี่ปุ่น เกาหลี หรือชาติอื่น ๆ บางคนในจำพวกนี้ ไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ เพราะบางคนก็ยังเป็นคนที่ยึดหลักการแบบอนุรักษ์นิยม มีความเป็นชาตินิยมสูง ดังนั้น หลาย ๆ บริษัทจึงต้องการรับบุคคลที่สามารถพูดภาษาของเขาได้ หรือที่เราเรียกกันว่า ภาษาที่ 3 นั่นเอง หรือจะเห็นได้ว่า บริษัทไทยบางบริษัทก็รับบุคคลที่เป็นชาวต่างชาติที่สามารถพูดภาษาไทยได้ ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ในปัจจุบัน ภาษาที่ 3 มีความสำคัญมาก นอกจากจะทำให้เราสามารถสื่อสารกับบุคคลที่ใช้ภาษานั้น ๆ รู้เรื่อง และยังเป็นข้อได้เปรียบในการหางานอีกด้วย

โดยในโลกของเรา มีประชากรประมาณ 7,300 ล้านคน โดยมีภาษาต่าง ๆ ที่คนทั่วโลกใช้กัน มากถึง 5,000 ภาษา สำหรับภาษาในโลกที่มีคนใช้มากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่

  • จีนกลาง (Mandarin)
  • ฮินดี (Hindi/Urdu)
  • สเปน (Spanish)
  • อังกฤษ (English)
  • อาราบิค (Arabic)
  • โปรตุเกส (Postuguese)
  • เบงกาลี (Bengali)
  • รัสเซีย (Russian)
  • ญี่ปุ่น (Japanese)
  • และปัญจาบี (Punjabi)

ดังนั้น การให้ความสำคัญ และเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับภาษาที่ 3 ถือเป็นเรื่องสำคัญ และจำเป็น โดยในประเทศไทย มีสถาบันต่าง ๆ เปิดสอนภาษาที่ 3 เป็นจำนวนมาก ทั้งสถาบันเอกชน และสถาบันภาษาตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งบนโลกอินเตอร์เน็ต ก็สามารถค้นหาบทเรียนภาษาออนไลน์ มีทั้งฟรีและแบบเสียเงิน ให้เลือกสรรกันอย่างมากมาย

หลาย ๆ คนอาจจะมองว่าไม่ใช่ภาษาแม่เราสักหน่อย อีกทั้งบางภาษาก็ยากมาก มีหลายตัวอักษร มีหลายไวยากรณ์ ไม่สามารถเรียนรู้ได้หรอก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อย่าลืมว่า ภาษาไทย เราก็ไม่สามารถอ่านออก เขียนได้ ตั้งแต่เกิดเหมือนกัน ทุกสิ่งล้วนอยู่ที่ความพยายาม โดยการเริ่มต้นขั้นแรก ท่านอาจจะหาความชอบ เช่น ฟังเพลงจีน ญี่ปุ่น เกาหลี หรืออื่น ๆ ที่ท่านชอบหรือสนใจ และพยายามไปทีละเล็ก ทีละน้อย และหากท่านมีสิ่งที่ชอบหรือมีแรงบันดาลใจ ก็จะทำให้ท่านมีความสุขกับสิ่งที่ทำ ซึ่งจะสามารถช่วยให้ท่าน เรียนรู้ภาษาที่ 3 ได้นั่นเอง

ทวงหนี้ต้องรู้เวลา

“การไม่เป็นหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ แต่การไม่เป็นเจ้าหนี้นั้นประเสริฐเสียยิ่งกว่าสิ่งใดๆ”

เวลาในการทวงหนี้ ตามกฏหมายรู้หรือไม่ว่า เจ้าหนี้ไม่สามารถทวงถามหนี้ได้ตามใจชอบ ไม่สามารถทวงถามหนี้ได้ทุกเวลาที่ต้องการทวง เพราะกฎหมายไทยกำหนดเวลาในการทวงถามหนี้เอาไว้และหากการทวงหนี้ของเจ้าหนี้นั้นไม่เป็นธรรม ลูกหนี้สามารถเรียกร้องได้นะจ๊ะ เอ๊ะ ทำไมการเป็นเจ้าหนี้มันช่างปวดหัวและมีข้อจำกัดเยี่ยงนี้ ยิ่งมาเจอลูกหนี้ที่เหนี่ยวหนี้สุดๆยิ่งปวดหัวจนต้องพึ่งพายาแก้ปวด ทั้งๆเงินที่ให้ยืมไปนั้นก็เป็นของเรา แต่ทำไมดูแล้วเจ้าหนี้เป็นรองลูกหนี้ซะเหลือเกิน ถ้าอย่างนั้นเจ้าหนี้ก็พึงมีความรู้เกี่ยวกับพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ 2558 ซึ่งจะทำให้เจ้าหนี้ปฏิบัติตนและเลือกเวลาในการทวงหนี้ได้อย่างถูกต้องตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย

พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ 2558 มีข้อกำหนดเวลาในการทวงถามหนี้ดังนี้

การติดต่อทวงถามหนี้สามารถกระทำได้ในวันจันทร์ – ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 20.00 น. และในวันหยุดราชการตั้งแต่เวลา 08.00 – 18.00 น. หากเจ้าหนี้ฝ่าฝืนจะถูกสั่งระงับการดำเนินการในการทวงถามหนี้ทั้งในแบบการทวงถามหนี้โดยเจ้าหนี้โดยตรงและการมอบอำนาจให้ผู้อื่นทวงถามหนี้แทน และหากฝ่าฝืนซ้ำจะถูกปรับไม่เกิน 100,000 บาท การทวงถามหนี้จะต้องทวงถามในจำนวนครั้งที่เหมาะสม

ไม่บ่อยจนก่อให้เกิดความรำคาญใจหรือดูเป็นการคุกคามลูกหนี้จนถึงขั้นละเมิดสิทธิ์ส่วนบุคคล และในกรณีที่เป็นผู้รับมอบอำนาจให้ทวงถามหนี้ต้องแสดงหลักฐานการมอบอำนาจให้ลูกหนี้ดูทุกครั้ง” แค่นี้เจ้าหนี้ก็จะไม่เป็นรองลูกหนี้ในการทวงถามหนี้อีกต่อไป หลังจากอ่านแล้วและมีความรู้ในการทวงถามหนี้แล้ว เจ้าหนี้ต้องระวังตนในการทวงถามหนี้ให้มากขึ้นและให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดนะคะ เพราะเพียงแค่มีลูกหนี้ที่เหนี่ยวหนี้สุดๆก็ทำให้

หงุดหงิดจิตใจมากพออยู่แล้ว อย่าเพิ่มภาระให้ตนเองโดยการเสียรู้กฎหมายข้อนี้นะคะ เพราะลูกหนี้บางคนอาจเรียกร้องความเป็นธรรมจากเจ้าหนี้โดยอาศัยพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ฉบับนี้เอาได้

รู้อย่างนี้แล้ว ก็ปรับเปลี่ยนความคิดซะใหม่นะคะคุณเจ้าหนี้ทั้งหลายที่ชอบทวงถามหนี้ตามใจตัวเอง ต่อไปนี้ก็จงทวงถามหนี้แต่พอดีในเวลาที่กฎหมายกำหนด แต่อย่างไรก็ตามการไม่เป็นเจ้าหนี้ใครและไม่เป็นลูกหนี้ใครนั้นดีที่สุดแล้ว เพราะฉะนั้นอย่าให้ใครหยิบยืมเงินและอย่าไปหยิบยืมเงินใครนะคะ หากเราจัดแจงรายจ่ายให้น้อยกว่ารายรับ เราก็สามารถตัดปัญหาการหยิบยืมเงินของผู้อื่นไปได้แล้วค่ะ จะได้ไม่ต้องมีเจ้าหนี้หรือลูกหนี้เกิดขึ้นอีก